Last updated: 19 ต.ค. 2569 | 8 จำนวนผู้เข้าชม |
ลองนึกภาพยามเย็นที่แสงอาทิตย์ค่อย ๆ ย้อมเนินทรายเป็นสีส้มเข้ม ลมพัดผ่านจนเกิดริ้วคลื่นบนผืนทราย และเบื้องหน้ามีสันทรายทอดต่อกันไกลสุดสายตา บรรยากาศแบบนี้เองที่ทำให้หลายคนอยากไปสัมผัส ทะเลทรายซาฮาราในโมร็อกโก สักครั้ง
แต่ก่อนเลือกทริป มีเรื่องสำคัญที่ควรรู้: สถานที่ซึ่งเรียกว่า “ทะเลทราย” ในโมร็อกโกไม่ได้หน้าตาเหมือนกันทั้งหมด บางแห่งมีเนินทรายสูงใหญ่ บางแห่งเป็นทุ่งหินและเนินดินแห้งแล้ง และใช้เวลาเดินทางต่างกัน
ถ้าอยากเห็นเนินทรายสีทองกว้างใหญ่แบบในภาพถ่าย Merzouga (เมอร์ซูกา) ซึ่งอยู่ติดกับเนินทราย Erg Chebbi (เอิร์ก เชบบี) เป็นจุดหมายที่เหมาะกับการสัมผัสซาฮาราครั้งแรก ส่วนใครมีเวลาจำกัด อาจเลือก Zagora หรือ Agafay แทนได้ เพียงต้องเข้าใจว่าทิวทัศน์และประสบการณ์จะต่างออกไป
คำตอบสั้น ๆ สำหรับคนกำลังวางแผน: หากเริ่มเดินทางจาก Marrakech (มาร์ราเกช) และอยากค้างคืนที่ Merzouga โดยไม่เร่งเกินไป ควรเผื่อ 3 วัน 2 คืนเป็นอย่างน้อย ถ้ามีเวลา 4 วัน 3 คืน ก็จะได้แวะเที่ยวระหว่างทางแบบไม่ต้องรีบ เพราะระยะทางบนถนนอยู่ราว 530–570 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับเส้นทาง และใช้เวลาขับรถประมาณ 9–10 ชั่วโมง โดยยังไม่รวมเวลาจอดแวะ


ชื่อทั้งสามแห่งมักปรากฏอยู่ในโปรแกรมเที่ยวทะเลทรายจาก Marrakech จนทำให้หลายคนคิดว่าเป็นจุดหมายแบบเดียวกัน ก่อนจองจึงควรดูทั้งทิวทัศน์ที่อยากเห็นและเวลาที่มี ไม่ใช่ดูแค่ชื่อแพ็กเกจหรือราคา
หากจำแบบง่าย ๆ Merzouga เหมาะกับคนที่อยากเห็นเนินทรายสีทองสูงใหญ่และมีเวลาเดินทางหลายวัน Zagora เหมาะกับทริปสั้นที่อยากสัมผัสบรรยากาศหุบเขาและโอเอซิส ส่วน Agafay เหมาะกับการออกจาก Marrakech ไปชมพระอาทิตย์ตกโดยไม่ต้องนั่งรถไกล ลองมาดูว่าแต่ละแห่งต่างกันอย่างไร
Merzouga เป็นหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงใต้ของโมร็อกโก อยู่ติดกับ Erg Chebbi ซึ่งมีเนินทรายบางลูกสูงราว 150 เมตร ข้อดีคือมีถนนไปถึงขอบเนินทราย แล้วจึงเลือกขี่อูฐ นั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือใช้บริการรับส่งของแคมป์เพื่อเข้าไปพักด้านใน
เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่เนินทรายสูง ๆ ตอนเช้าแสงจะนุ่มและเงาของสันทรายทอดยาว ส่วนก่อนพระอาทิตย์ตก สีของทรายจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามแสงและสภาพอากาศ สำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศนี้โดยไม่ต้องลุยเส้นทางวิบากตลอดทาง Merzouga จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำนักงานการท่องเที่ยวโมร็อกโก ก็แนะนำพื้นที่นี้ในฐานะหนึ่งในประตูสู่ซาฮารา
อย่างไรก็ตาม Merzouga ไม่ใช่แหล่งเนินทรายขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวของประเทศ ทางตะวันตกเฉียงใต้ยังมี Erg Chigaga ใกล้หมู่บ้าน M’Hamid ที่เงียบสงบและอยู่ห่างจากเส้นทางท่องเที่ยวหลัก แต่ต้องเดินทางต่อด้วยรถ 4x4 ผ่านเส้นทางที่ไม่ได้ลาดยาง จึงเหมาะกับผู้ที่มีเวลาและอยากเที่ยวแบบผจญภัยมากขึ้น
Zagora อยู่ในแนว Draa Valley ที่มีสวนอินทผลัมและหมู่บ้านเรียงรายอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศแห้งแล้ง จาก Marrakech ใช้เวลาขับรถประมาณ 6–7 ชั่วโมง ทริป 2 วัน 1 คืนหลายโปรแกรมพาไปพักใกล้เนินทราย Tinfou ที่มีขนาดเล็กกว่า Erg Chebbi มาก
Zagora มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง เพียงแต่อาจไม่ตรงใจคนที่อยากเห็นเนินทรายสูงใหญ่ทอดยาวแบบ Merzouga หากคุณชอบชมหมู่บ้านริมโอเอซิสและมีวันหยุดจำกัด ที่นี่ก็มีเสน่ห์ของตัวเอง
Agafay อยู่ห่างจาก Marrakech โดยทั่วไปประมาณ 40–60 นาทีเมื่อเดินทางด้วยรถยนต์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินดินและหินสีอ่อน ไม่ใช่เนินทรายละเอียดแบบ Erg Chebbi เสน่ห์จึงต่างออกไป โดยเฉพาะยามเย็นที่แสงตกกระทบเนินหินและมองเห็นแนวเทือกเขา Atlas อยู่ไกล ๆ
บางแคมป์มีบริการอาหารค่ำหรือที่พักแบบแกลมปิง เหมาะกับคนที่มีเวลาเพียงครึ่งวันหรือหนึ่งคืน แต่ถ้าจุดหมายในใจคือการขึ้นไปยืนบนสันทรายสูง ๆ Agafay ก็อาจไม่ใช่จุดหมายที่ตอบโจทย์

เรื่องนี้ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับเมืองที่เริ่มเดินทาง จำนวนเมืองที่อยากแวะ และความพร้อมในการนั่งรถไกล สำหรับคนที่เริ่มจาก Marrakech ลองใช้แนวทางต่อไปนี้ช่วยตัดสินใจ
สำหรับหลายคน 3 วัน 2 คืนเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะ โดยเฉพาะหากเลือกไปจาก Marrakech แล้วเดินทางต่อไป Fes หรือกลับ Marrakech ในวันสุดท้าย
วันแรก ออกเดินทางจาก Marrakech ข้ามเทือกเขา High Atlas แล้วแวะชมสถานที่ระหว่างทาง เช่น Aït Benhaddou หรือ Ouarzazate จากนั้นค้างคืนแถว Dades Valley, Tinghir หรือเมืองใกล้เคียง
วันที่สอง เดินทางต่อผ่านภูมิประเทศที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากหุบเขาเป็นที่ราบแห้งแล้ง มุ่งหน้าไป Merzouga เพื่อเข้าพักที่แคมป์แถว Erg Chebbi ช่วงเย็นอาจเลือกขี่อูฐ ชมพระอาทิตย์ตก หรือเดินเล่นใกล้แคมป์ตามความสะดวกของแต่ละคน
วันที่สาม หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย อาจตื่นมาชมแสงเช้าบนเนินทรายก่อนออกเดินทางต่อ แต่ต้องเผื่อเวลาบนรถอีกมาก ทั้งเส้นทางกลับ Marrakech และเส้นทางต่อไป Fes
แม้จะมีเวลา 3 วัน 2 คืน ก็ยังต้องนั่งรถนานอยู่ดี ข้อดีคือแบ่งการเดินทางขาไปได้เหมาะสมขึ้น หากอยากแวะหลายแห่ง ควรเผื่อเวลาไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นอาจถึงที่พักค่ำกว่าที่คิด
หากเดินทางกับครอบครัว มีผู้สูงอายุร่วมทริป หรือไม่ชอบนั่งรถยาวต่อเนื่อง การเพิ่มอีกหนึ่งวันจะช่วยให้จัดเส้นทางได้สบายขึ้น เช่น แบ่งเวลาชมหุบเขา Dades กับ Todra ไม่ต้องรีบเดินทางหลังชมพระอาทิตย์ขึ้น หรือพักในเมืองระหว่างทางเพิ่มอีกคืน
ผู้ที่อยากใช้เวลาในทะเลทรายเต็มวันก็อาจเลือกพัก Merzouga สองคืน แล้วเพิ่มกิจกรรมที่สนใจ เช่น เยี่ยมชมหมู่บ้าน Khamlia หรือเดินชมเนินทรายช่วงอากาศไม่ร้อนจัด ทั้งนี้ควรเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับฤดูกาลและความสะดวกของผู้ร่วมเดินทาง
พอจัดได้ แต่ต้องเดินทางเร่งมาก แต่หากเริ่มและจบทริปที่ Marrakech การนั่งรถไปกลับระยะไกลภายในสองวันมักทำให้มีเวลาอยู่กับทะเลทรายน้อย และเหนื่อยกว่าที่หลายคนคาด
ถ้ามีเวลาเพียงสองวันจริง ๆ Zagora อาจเหมาะกว่า ส่วนใครมีแค่ช่วงบ่ายถึงค่ำและพักอยู่ใน Marrakech การไป Agafay ก็เป็นทางเลือกที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางข้ามประเทศ สิ่งสำคัญคือเลือกให้ตรงกับภาพที่อยากเห็น ไม่ใช่คาดหวังว่าแต่ละแห่งจะเหมือนกัน

การไป Merzouga จาก Marrakech เป็นการเดินทางที่ใช้เวลาไม่น้อย แต่ระหว่างทางมีทิวทัศน์เปลี่ยนไปหลายแบบ ตั้งแต่ภูเขาสูงและหมู่บ้านดินสีแดง ไปจนถึงสวนอินทผลัมและหุบผาหินแห้งแล้ง หากมีเวลา ควรมองการเดินทางช่วงนี้เป็นส่วนหนึ่งของทริป ไม่ใช่แค่นั่งรถเพื่อรอให้ถึงทะเลทราย
เส้นทางยอดนิยมจะผ่านถนน N9 ข้ามเทือกเขา High Atlas ที่ช่องเขา Tizi n’Tichka ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,260 เมตร ทางช่วงขึ้นลงภูเขามีโค้งต่อเนื่องหลายจุด หากเมารถง่าย ควรเตรียมตัวและเผื่อเวลาหยุดพักเป็นระยะ ส่วนช่วงฤดูหนาวอาจมีหิมะหรือสภาพอากาศที่กระทบการเดินทาง ควรตรวจสภาพถนนใกล้วันออกเดินทางอีกครั้ง
หนึ่งในจุดแวะสำคัญคือ Aït Benhaddou (ไอต์ เบนฮัดดู) กลุ่มอาคารดินและกำแพงป้อมเก่าแก่บนเส้นทางการค้าในอดีต ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกของ UNESCO ตั้งแต่ปี 1987 และเป็นภาพที่แตกต่างจากเมืองใหญ่ของโมร็อกโกอย่างชัดเจน
จากนั้นหลายเส้นทางจะผ่าน Ouarzazate เมืองที่มีสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์หลายแห่ง ก่อนมุ่งหน้าไปยังบริเวณหุบเขา Dades หรือ Todra Gorge ซึ่งมีผาหินสูงและถนนเลียบหุบเขาสวยงาม หากแวะหลายจุด ควรเผื่อเวลาให้มากพอ ไม่ควรอัดทุกสถานที่ลงในวันเดียวจนต้องรีบตลอดทาง
ถ้าแผนเที่ยวต้องกลับไปขึ้นเครื่องที่ Marrakech การเดินทางกลับเส้นทางเดิมอาจสะดวกด้านการจองตั๋ว แต่ต้องยอมรับว่ามีช่วงนั่งรถยาวอีกหนึ่งวัน
ส่วนคนที่อยากเที่ยวทั้ง Marrakech และ Fes (เฟซ) การวางเส้นทางแบบ Marrakech → Merzouga → Fes เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะได้ชมทิวทัศน์อีกด้านของประเทศและไม่ต้องย้อนกลับข้าม High Atlas ทางเดิมทั้งหมด จาก Merzouga ไป Fes มักใช้เวลาขับรถราว 7–9 ชั่วโมง ก่อนรวมการแวะเที่ยว โดยผ่านแถบ Ziz Valley, Midelt และ Middle Atlas ตามเส้นทางที่เลือก
ทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน เส้นทางไป Fes ไม่ได้ทำให้วันที่ออกจากทะเลทรายกลายเป็นวันเดินทางสั้น ๆ และยังสามารถเลือกเดินทางย้อนทิศ Fes → Merzouga → Marrakech ได้เช่นเดียวกัน ควรเลือกทิศทางตามตั๋วเครื่องบินและเมืองที่ตั้งใจเที่ยว มากกว่ายึดว่าเส้นทางใดดีที่สุดสำหรับทุกคน
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ยังไม่มีรถไฟไปถึง Merzouga โดยตรง หากใช้รถไฟเดินทางระหว่างเมืองใหญ่ จะต้องต่อรถทางถนนในช่วงเข้าสู่ทะเลทราย หรือเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ตลอดเส้นทาง

สำหรับหลายคน การได้นอนค้างกลางทะเลทรายเป็นช่วงที่รอคอยมากที่สุดช่วงหนึ่งของทริป บางแคมป์อยู่ใกล้เนินทรายจนเดินออกจากเต็นท์แล้วเห็นแนวสันทรายได้เลย พอฟ้ามืดลง บรรยากาศก็จะเงียบสงบขึ้น และถ้าฟ้าเปิดรวมถึงมีแสงรบกวนน้อยก็อาจเห็นดาวได้ชัดกว่าตอนอยู่ในเมือง
แต่อย่าเพิ่งตัดสินคุณภาพที่พักจากคำว่า Standard Camp หรือ Luxury Camp เพียงอย่างเดียว เพราะไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกันทุกแห่ง แคมป์ที่ใช้ชื่อว่าหรูอาจมีห้องน้ำส่วนตัวและเตียงนอนดี แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะมีน้ำอุ่น เครื่องทำความร้อน หรือไฟฟ้าให้ใช้ตลอดคืน
หากอยากพักสบาย โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาว ควรถามที่พักให้ชัดว่า ห้องน้ำอยู่ในเต็นท์หรือใช้ร่วมกัน มีน้ำอุ่นให้ใช้ช่วงเวลาใดบ้าง มีผ้าห่มเสริมและเครื่องทำความร้อนหรือเปล่า รวมถึงมีไฟฟ้าและปลั๊กชาร์จให้ใช้ถึงกี่โมง
ควรดู ที่ตั้งแคมป์ ด้วย เพราะบางแห่งอยู่บริเวณขอบเนินทราย เข้าถึงง่าย ขณะที่บางแห่งอยู่ลึกเข้าไปและต้องใช้รถรับส่ง หากคุณเดินทางกับผู้สูงอายุหรือไม่สะดวกเดินบนทรายนุ่ม ๆ การเลือกที่พักที่มีทางเข้าไม่ลำบากอาจสำคัญกว่าการเลือกเต็นท์ที่ตกแต่งหรูที่สุด
อาหารค่ำที่แคมป์มักเป็นอาหารท้องถิ่น เช่น ทาจีน (Tagine) หรือคูสคูส (Couscous) แต่เมนู รูปแบบการเสิร์ฟ และกิจกรรมดนตรีแตกต่างกันไปตามที่พัก หากแพ้อาหารหรือมีข้อจำกัดด้านอาหาร ควรแจ้งล่วงหน้าเสมอ

สำหรับหลายคน ภาพคาราวานอูฐเดินเรียงกันบนสันทรายยามเย็นคือช่วงเวลาที่อยากสัมผัสสักครั้ง โดยทั่วไปแคมป์หรือผู้จัดทริปอาจมีบริการขี่อูฐพร้อมผู้นำทาง ระยะเวลาแตกต่างกันไปตามจุดนัดพบและที่ตั้งแคมป์
อย่างไรก็ตาม การขึ้นและลงจากหลังอูฐมีจังหวะโยกตัวค่อนข้างมาก ผู้ที่มีปัญหาหลัง เข่า หรือการทรงตัว รวมถึงเด็กเล็ก ควรพิจารณาความเหมาะสมเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นต้องฝืนขี่เพื่อให้ได้ประสบการณ์แบบเดียวกับคนอื่น
หลายแคมป์มีบริการ รถขับเคลื่อนสี่ล้อ (4x4) รับส่งผู้เข้าพัก โดยเวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งแคมป์และสภาพทางทราย หากมีผู้สูงอายุร่วมเดินทาง ควรแจ้งผู้ให้บริการล่วงหน้าเพื่อให้ช่วยจัดการขึ้นลงรถและสัมภาระอย่างเหมาะสม
ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ไม่ควรคิดว่าจะนำเข้าแคมป์ได้ทุกแห่ง บางโปรแกรมให้เก็บกระเป๋าหลักไว้ที่โรงแรมหรือจุดรับส่ง แล้วนำเพียงกระเป๋าใบเล็กสำหรับค้างคืนเข้าทะเลทราย วิธีนี้มักสะดวกกว่าและช่วยให้เคลื่อนย้ายสัมภาระบนทรายได้ง่ายขึ้น
หากเลือกเวลาได้ ช่วง มีนาคม–เมษายน และ ตุลาคม–พฤศจิกายน มักเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่าช่วงฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิกลางวันไม่สูงจัดเท่าเดือนกลางปี แต่สภาพอากาศในทะเลทรายเปลี่ยนแปลงได้ และช่วงฤดูใบไม้ผลิบางวันอาจมีลมแรงหรือฝุ่นทราย
ธันวาคม–กุมภาพันธ์ มีข้อดีตรงที่แดดกลางวันไม่ร้อนมาก ทว่าอุณหภูมิช่วงกลางคืนอาจลดลงเหลือเลขหลักหน่วย และบางคืนอาจใกล้จุดเยือกแข็งได้ ใครจะค้างแคมป์จึงควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ ไม่ใช่แค่เสื้อคลุมบาง ๆ
ส่วน มิถุนายน–สิงหาคม เป็นช่วงที่อากาศร้อนมาก กลางวันอาจแตะหรือเกิน 40°C ได้ โดยเฉพาะวันที่มีคลื่นความร้อน จึงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดจัดและปรับเวลาเที่ยวให้เหมาะสม ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่พยากรณ์อากาศรายวันของแคมป์แต่ละแห่ง ควรตรวจสภาพอากาศก่อนเดินทางเสมอ
ของที่มีประโยชน์เป็นพิเศษคือ แว่นกันแดด ครีมกันแดด ผ้าพันคอสำหรับกันแดดและฝุ่น รองเท้าที่เดินบนทรายได้สะดวก เสื้อกันลม หรือเสื้อกันหนาวตามฤดูกาล รวมถึงน้ำดื่มและยาประจำตัว สำหรับกล้องและโทรศัพท์ควรมีซองป้องกันฝุ่นทราย และเตรียมพาวเวอร์แบงก์เผื่อกรณีไฟฟ้าในแคมป์มีจำกัด
หากวางแผนเที่ยวเมืองอื่นในโมร็อกโกด้วย สามารถอ่าน คู่มือเตรียมตัวเดินทางต่างประเทศ เพิ่มเติมได้ แต่อย่าลืมว่าเสื้อผ้าที่เหมาะกับเมืองชายฝั่งหรือ Marrakech อาจไม่เพียงพอสำหรับคืนที่หนาวในทะเลทราย
การไป Merzouga ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนชอบผจญภัย แต่สิ่งที่ต้องคิดให้มากที่สุดคือ เวลานั่งรถและความสะดวกในการเข้าแคมป์ มากกว่าความสูงของเนินทราย
ถ้ามีผู้สูงอายุหรือเด็กเดินทางด้วย ควรแบ่งวันให้ไม่แน่นเกินไป เลือกรถที่นั่งสบายและแวะพักเป็นระยะ เลี่ยงการเดินขึ้นสันทรายที่ชัน เพราะทรายนุ่มทำให้เดินเหนื่อยกว่าพื้นราบมาก และควรถามเรื่องห้องน้ำกับจุดรับส่งให้ละเอียดก่อนจอง
สำหรับผู้ที่เมารถง่าย เส้นทางข้าม High Atlas อาจทำให้ไม่สบายตัว ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เกี่ยวกับยาแก้เมารถที่เหมาะกับตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาประจำตัวหรือมีโรคประจำตัว ไม่ควรใช้ยาโดยอาศัยเวลาแนะนำแบบเดียวกันสำหรับทุกคน
ถ้าสมาชิกในกลุ่มไม่สะดวกขี่อูฐ ก็ยังมีทางเลือกอื่นให้ชมทะเลทรายได้อย่างเต็มที่ เพียงเลือกแคมป์ที่รถเข้าถึงและจัดกิจกรรมให้เหมาะกับแต่ละคน
คำถามไม่กี่ข้อช่วยลดโอกาสผิดหวังได้มาก โดยเฉพาะเมื่อชื่อแพ็กเกจใช้คำกว้าง ๆ ว่า “Sahara Desert Tour” ลองตรวจรายละเอียดเหล่านี้ก่อนจ่ายเงิน
เมื่อได้คำตอบครบแล้ว คุณจะเปรียบเทียบแต่ละทริปได้ตรงความต้องการมากกว่าเดิม และไม่ต้องลุ้นหน้างานว่าแคมป์หรือจุดหมายจะเหมือนภาพที่เห็นหรือไม่
โดยทั่วไปใช้เวลาขับรถราว 9–10 ชั่วโมง สำหรับระยะทางประมาณ 530–570 กิโลเมตร แล้วแต่เส้นทาง ยังไม่รวมเวลาแวะชมสถานที่ รับประทานอาหาร และพักระหว่างทาง จึงนิยมแบ่งการเดินทางเป็นหลายวัน
เพียงพอสำหรับการค้างคืนที่ Erg Chebbi หนึ่งคืนและแวะเที่ยวระหว่างทางบางจุด แต่วันที่ออกจากทะเลทรายยังต้องนั่งรถค่อนข้างนาน หากอยากเที่ยวช้าลงหรือมีผู้สูงอายุร่วมทริป ลองเพิ่มเป็น 4 วัน 3 คืน
Agafay เป็นพื้นที่แห้งแล้งและเนินหินใกล้ Marrakech ไม่ใช่ทุ่งเนินทรายแบบ Erg Chebbi ในซาฮารา จึงเหมาะกับการเที่ยวระยะสั้นมากกว่าการเดินทางไปชมเนินทรายสูงใหญ่
บางแห่งมี บางแห่งไม่มี ไม่ควรตัดสินจากชื่อ Standard หรือ Luxury อย่างเดียว ควรตรวจรูปห้องพักและยืนยันว่าห้องน้ำอยู่ภายในเต็นท์หรือเป็นห้องน้ำรวม พร้อมถามเรื่องน้ำอุ่นและเครื่องทำความร้อนเมื่อเดินทางหน้าหนาว
ได้ แคมป์หลายแห่งมีบริการรถ 4x4 รับส่ง แต่ควรตรวจสอบล่วงหน้าว่ารถเข้าถึงที่พักได้หรือไม่ รวมอยู่ในราคาหรือไม่ และมีข้อจำกัดเรื่องสัมภาระอย่างไร
ความประทับใจของซาฮาราอาจเริ่มจากภาพเนินทรายสีทอง แต่สิ่งที่ทำให้การเดินทางน่าจดจำจริง ๆ คือการมีเวลามองแสงเย็นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสีของทราย ได้เดินเล่นอย่างไม่ต้องรีบ และได้พักในที่ที่สบายพอสำหรับตัวเอง
ถ้าอยากเห็นเนินทรายสูงใหญ่และมีเวลาเดินทางหลายวัน Merzouga น่าจะตอบโจทย์ที่สุดสำหรับการเที่ยวครั้งแรก แต่ถ้ามีเวลาสั้นกว่า Zagora หรือ Agafay ก็มีเสน่ห์ของตัวเอง สิ่งสำคัญคือรู้ว่าคุณอยากเห็นและอยากสัมผัสอะไร
สุดท้าย การเที่ยวทะเลทรายให้สนุกไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกแคมป์ที่หรูที่สุดหรือใส่กิจกรรมให้ครบทุกอย่าง เมื่อเลือกเส้นทางให้เหมาะกับเวลาที่มี และเผื่อโอกาสให้ตัวเองได้นั่งดูแสงเย็นบนเนินทรายโดยไม่ต้องรีบ ความทรงจำดี ๆ จากโมร็อกโกก็อาจเริ่มต้นตรงนั้น
หากคุณพร้อมเดินทางแล้ว ติดต่อ GTT Inter Travel ได้เลย เรามีแพ็กเกจทัวร์สุดพิเศษ หรือจะจัดกรุ๊ปทัวร์แบบส่วนตัว
โทร 098-483-0111
Facebook page : https://www.facebook.com/gttintertravel
Line ID: @gttintertravel